เรียนภาษาจีนกับเดียร์เหล่าซือ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาจีน ด้วยประสบการณ์การสอนมากกว่า 10 ปี ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงระดับสูง ด้วยวิธีการสอนที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน
เริ่มต้นเรียนภาษาจีนกับคอร์สที่ได้รับความนิยมสูงสุด
คลิปแนะนำการเรียนภาษาจีน เทคนิค และวลีที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
นักเรียนของเราพูดถึงประสบการณ์การเรียนกับ DEARSORNJEEN
เรียนภาษาจีนกับเดียร์เหล่าซือ ปูพื้นฐานแน่นตั้งแต่พินอิน พูดภาษาจีนมั่นใจ ใช้งานได้จริง
คำถามที่นักเรียนถามบ่อย
คอร์สหลากหลายระดับ ออกแบบมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ
คอร์สนี้จะพาตะลุยโจทย์ HSK4 จริงๆ ทุก Chapter เน้นเทคนิคและวิธีคิดในการทำข้อสอบ เพื่อให้พิชิตคะแนน 200+ ได้อย่างมั่นใจ
🏆 ตะลุยโจทย์จริง เทคนิคจริง พิชิตคะแนน 200+ อย่างมั่นใจ
ดูสไตล์การสอนของเดียร์เหล่าซือได้เลยค่ะ
นักเรียนจะได้เรียนรู้ความเป็นมาของพินอิน องค์ประกอบของพินอินและวิธีการออกเสียง เดียร์เหล่าซืออธิบายอย่างละเอียดและค่อยเป็นค่อยไป นักเรียนจะได้ฝึกประสบเสียงไปกับแบบฝึกหัดจำนวนมาก นอกจากนี้นักเรียนยังจะได้เรียนรู้ข้อควรระวังต่างๆ เกี่ยวกับการออกเสียงและการอ่านพินอินอีกด้วย
"ก่อนหน้านี้ออกเสียงภาษาจีนแบบเดาสุ่มเลย พอเรียนคอร์สนี้แล้วเข้าใจระบบมากขึ้นมากค่ะ เดียร์เหล่าซืออธิบายได้ชัดและน่ารักมาก 😊"
"ลองเรียนพินอินมาหลายที่แต่ไม่เคยเข้าใจจริงๆ สักที มาเรียนที่นี่แค่ไม่กี่บทก็ โอ้โห เลยครับ เนื้อหาครบและเป็นระบบมาก"
"ไม่เคยเรียนภาษาจีนมาก่อนเลย กลัวว่าจะยากมาก แต่เดียร์เหล่าซือสอนทีละขั้นจนตามได้สบายมากค่ะ แบบฝึกหัดเยอะมากช่วยให้จำได้แม่น"
"อยากคุยกับ supplier จีนได้ เริ่มจากคอร์สนี้เลยดีมากครับ พื้นฐานแน่น ออกเสียงชัด คนจีนเข้าใจเลย ขอบคุณเดียร์เหล่าซือมากครับ"
"เรียนสนุกมากเลยค่ะ เดียร์เหล่าซือพูดตลกและน่ารักมาก ไม่น่าเบื่อเลย ดูซ้ำหลายรอบแล้วยังชอบอยู่ แนะนำเพื่อนไปเรียนเพิ่มอีก 3 คนแล้ว 🔥"
⭐ Bundle เซ็ตสุดคุ้ม คอร์ส + หนังสือ + สมุดคัด
฿3,119
฿1,290 ประหยัด ฿1,829 (-59%)
DEARSORNJEEN ก่อตั้งขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำให้ภาษาจีนเข้าถึงได้สำหรับทุกคนในประเทศไทย เราเชื่อว่าภาษาไม่ใช่กำแพง แต่เป็นสะพานเชื่อมต่อโอกาสในชีวิต
ทีมงานของเราประกอบด้วยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจวิธีการสอนสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ
ต้องพาทุกคนนั่งไทม์แมชชีนกลับไปราว ๆ 15 ปีที่แล้ว กลับไปยังวันแรกที่เดียร์เหล่าซือตัดสินใจเลือกเรียนภาษาจีนในช่วงมัธยมปลาย เหตุผลในการเลือกเรียนภาษาจีนเรียบง่ายมาก เพียงแค่คิดว่าอนาคตภาษาจีนต้องมาแน่ นอกจากนี้ก็ยังชอบตัวอักษรจีนด้วย
เมื่อตัดสินใจได้แล้วก็เข้าร้านหนังสือซื้อหนังสือเรียนภาษาจีนมานั่งอ่าน นั่งเรียนด้วยตัวเอง วันนั้นนับเป็น "วันแรกที่เดียร์เหล่าซือก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางการเรียนภาษาจีน"
ตลอดระยะเวลา 3 ปีของการเรียน ม.4–ม.6 มีความสุขทุกวันที่ได้เข้าเรียนคาบภาษาจีน และยังผ่านการสอบ HSK4 ได้ตามเป้าหมายตอนเรียน ม.5 อีกด้วย
หลังเรียนจบ ม.6 เดียร์เหล่าซือเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ศึกษาต่อที่คณะมนุษยศาสตร์ สาขาภาษาตะวันออก เอกภาษาจีน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
วิชาที่ชอบมากที่สุดคือวิชาไวยากรณ์ภาษาจีนขั้นสูง ซึ่งเป็นการวางรากฐานทางภาษาจีนที่มั่นคงและแข็งแรง นอกจากนี้ยังได้ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งของมหาวิทยาลัย ของคณะและของสาขา ทำให้ได้ฝึกฝนการทำงานร่วมกับผู้อื่นและเข้าใจวัฒนธรรมจีนเพิ่มมากขึ้น
และนี่คือจุดเริ่มต้นของ "เส้นทางการเป็นครูสอนภาษาจีน" จากการเริ่มเป็นติวเตอร์สอนภาษาจีนให้น้อง ๆ มัธยมตามบ้านในตัวเมืองเชียงใหม่
หลังจากมั่นใจแล้วว่า "การสอนภาษาจีนคือความสุข" เดียร์เหล่าซือไม่ลังเลที่จะคว้าโอกาสไปศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น และเพื่อให้ได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้ง จะต้องเป็นที่ เมืองปักกิ่งเท่านั้น ในปี 2018 ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลจีน เรียนสาขาการสอนภาษาจีนในฐานะภาษาที่สอง
ตลอดระยะเวลา 2 ปี ได้ทั้งความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับภาษาจีนและทฤษฎีการสอน ได้ซึมซับความเป็นจีน เข้าใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีนอย่างถ่องแท้ และยังได้ไปเยือนกำแพงเมืองจีนและพระราชวังต้องห้ามตามความฝัน ประสบการณ์เหล่านี้หล่อหลอมให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการเป็น "ครูสอนภาษาจีน" มากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ
ในที่สุดก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทแล้ว เรียนจบด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยยินดีและความพร้อมที่จะทำหน้าที่ "ครูสอนภาษาจีนอย่างเต็มตัว"
หลังจากบินกลับมาประเทศไทยก็ได้โอกาสเข้าทำงานในตำแหน่ง อาจารย์มหาวิทยาลัย ณ มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ การสอนในระดับอุดมศึกษาเป็นงานที่มีความสุข สนุกและหรรษามาก ๆ
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญก็ได้เกิดขึ้น เดียร์เหล่าซือได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลจีนเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก สาขา Translation Studies (การแปลและล่าม) ที่ Shanghai International Studies University
เหตุผลที่เลือกสาขานี้เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัว เดียร์เหล่าซือค้นพบว่า "ไม่ใช่คนเรียนภาษาทุกคนที่จะทำงานแปลหรือล่ามได้ดี" และเชื่อว่าครูที่ดีต้องมีทั้งองค์ความรู้และประสบการณ์จริงเพื่อถ่ายทอดให้นักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบัน เดียร์เหล่าซือตั้งเป้าหมายจะเป็น
"ครูสอนภาษาจีนที่สมบูรณ์พร้อมทั้งองค์ความรู้และประสบการณ์"
ให้แก่นักเรียนคนไทยทุกคน — มาเรียนภาษาจีนด้วยกันนะคะ
บทความ เคล็ดลับ และเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมจีน
"ภาษาคือการสื่อสาร" เชื่อว่าวลีนี้เป็นวลีคุ้นหูใครหลายๆคนอย่างแน่นอน ในการเรียนภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาที่สองหรือภาษาที่สาม เป้าหมายสูงสุดในการเรียนภาษาของใครหลาย ๆ คนคงหนีไม่พ้น "การสามารถพูดได้ สื่อสารได้อย่างที่ใจคิด"
เดียร์เหล่าซือเองก็มีสิ่งนี้เป็นเป้าหมายในการเรียนรู้ภาษาจีนมาตลอดเช่นกัน คำถามคือสิ่งพื้นฐานที่จะทำให้เราสามารถพูดหรือสื่อสารได้อย่างมั่นใจได้คืออะไรกัน? บางคนอาจจะคิดว่าต้องรู้คำศัพท์ให้ได้เยอะและมากพอที่จะสื่อสารในหัวข้อหรือประเด็นที่สนใจ บางคนอาจจะคิดว่าหลักการทางไวยากรณ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เดียร์เหล่าซืออยากบอกว่าทั้ง 2 สิ่งนั้นถูกต้องทั้งหมด แต่อาจยังไม่ใช่สิ่งพื้นฐานที่สุดที่จะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักเรียนได้ตั้งแต่ก้าวเดินก้าวแรก
สำหรับเดียร์เหล่าซือ ก้าวแรกที่สำคัญของการเรียนภาษาคือ "การออกเสียง" หนึ่งในรูปแบบการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาที่สุดของมนุษย์คือ "การพูด" เมื่อคุณเปล่งเสียงที่มีความหมายเสียงใดเสียงหนึ่งออกมาได้อย่างถูกต้อง ความหมายที่คุณต้องการสื่อสารจะถูกส่งตรงไปยังผู้รับสารได้อย่างตรงไปตรงมา และยังสามารถลดความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเข้าใจผิดได้อีกด้วย
ภาษาจีนเป็นภาษาที่มีเสียงเป็นเอกลักษณ์ เชื่อว่าต่อให้นักเรียนไม่เคยเรียนภาษาจีนมาก่อน แต่เมื่อได้ยินเสียงภาษาจีน ไม่ว่าจะจากแหล่งใดก็ตาม นักเรียนจะรู้ได้ทันทีว่า "ภาษาจีนชัวร์" ด้วยวิธีการออกเสียงที่เฉพาะของภาษาจีนทำให้เสียงที่ถูกเปล่งออกมานั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
บางครั้งภาพจำที่คนไทยมีต่อเสียงภาษาจีนอาจเป็น "คนจีนพูดกันเหมือนทะเลาะกันเลย" แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย นั่นคือธรรมชาติในการสื่อสารของเจ้าของภาษา แต่เพราะเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเสียงภาษาจีนต่างหากที่อาจทำให้ชาวต่างชาติอย่างเราฟังเหมือนว่าพวกเขากำลังวิวาทกันอยู่
เสียงกระแทกลม (送气音)
สิ่งที่ทำให้เวลาคนพูดภาษาจีนแล้วฟังดูเหมือนทะเลาะกัน เป็นเพราะเอกลักษณ์เรื่องการออกเสียงอันหนึ่งของภาษาจีนคือ "เสียงกระแทกลม" ตัวอย่างพยัญชนะที่ออกเสียงในลักษณะนี้คือ p, t, k ขณะออกเสียงนี้จะต้องกระแทกทั้งเสียงและลมออกมาพร้อมกัน
นอกจากนี้ ในภาษาจีนยังมีเสียงวรรณยุกต์อีกด้วย ซึ่งเสียงวรรณยุกต์นี้เองที่ทำให้เกิดความหมายที่แตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง เช่น shī (狮) กับ shì (事) เพียงแค่วรรณยุกต์แตกต่างกันเท่านั้น ตัวอักษรจีนก็เปลี่ยนไปทันทีและความหมายก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
ดังนั้น การออกเสียงจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในการเรียนภาษา โดยเฉพาะภาษาจีน เมื่อนักเรียนมีความมั่นใจในการออกเสียงแล้ว การจำคำศัพท์ ไวยากรณ์และนำความรู้ทั้งหมดมาฝึกฝนแต่งประโยคและพูดก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เดียร์เหล่าซือเชื่อเสมอว่า การออกเสียงคือก้าวแรกที่สำคัญในการเรียนภาษา (ไม่ว่าภาษาใดก็ตาม)
พร้อมจะออกเสียงเป๊ะ พูดจีนอย่างมั่นใจแล้วหรือยัง?
เรียนรู้พินอิน การออกเสียง และข้อควรระวังที่คนไทยควรรู้ ผ่านคอร์ส PINYIN 101 ทั้งหมด 13 บท พร้อมแบบฝึกหัดออกเสียง 14 ชุด
ไม่ว่าจะไปจีนเพื่อท่องเที่ยว เรียน หรือทำงาน การรู้ประโยคพื้นฐานที่ใช้ในชีวิตประจำวันจะช่วยให้การใช้ชีวิตที่นั่นราบรื่นขึ้นอย่างมาก เดียร์เหล่าซือได้รวบรวม 50 ประโยคภาษาจีนที่จำเป็น พร้อมพินอินและคำแปลภาษาไทย ใช้ได้จริงตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าไปถึงจีน
อยากพูดภาษาจีนได้คล่องกว่านี้ไหม?
เริ่มต้นจากการออกเสียงให้ถูกต้องกับคอร์ส PINYIN 101 ระบบเสียงภาษาจีนฉบับสมบูรณ์ สอนโดยเดียร์เหล่าซือ
ถ้าคุณกำลังเรียนภาษาจีนอยู่และวางแผนจะสอบ HSK คงเคยได้ยินคำว่า "HSK 3.0" กันมาบ้างแล้ว แต่หลายคนยังสับสนอยู่ว่า HSK ที่ตัวเองกำลังเตรียมสอบอยู่นั้นเป็นแบบไหน แล้ว HSK 3.0 ที่ว่านั้นต่างจากของเดิมยังไง บทความนี้จะสรุปให้ครบและชัดเจนที่สุด
HSK (汉语水平考试 / Hànyǔ Shuǐpíng Kǎoshì) คือการสอบวัดระดับความสามารถภาษาจีนกลางสำหรับผู้เรียนที่ไม่ได้ใช้ภาษาจีนเป็นภาษาแม่ จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา HSK มีการปรับโครงสร้างมาแล้วหลายครั้ง โดยเวอร์ชันที่คนส่วนใหญ่รู้จักคือ HSK 2.0 ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2010 และปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ HSK 3.0 ที่ออกแบบมาตรฐานใหม่ในปี 2021 และมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่กรกฎาคม 2566
ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดที่สุดคือการเพิ่มจาก 6 ระดับเป็น 9 ระดับ โดยเพิ่มระดับ 7, 8 และ 9 เข้ามาสำหรับผู้เรียนในระดับสูงมาก
โครงสร้างระดับใหม่:
สำหรับ HSK 7–9 เป็นการสอบแบบรวมในชุดเดียว แต่คะแนนที่ได้จะกำหนดว่าจะได้รับใบรับรองระดับ 7, 8 หรือ 9
ความแตกต่างที่ส่งผลต่อการเรียนมากที่สุดคือจำนวนคำศัพท์ที่เพิ่มขึ้นมหาศาล
ตัวอย่างที่เห็นชัด
ระดับ 3 ของ HSK 2.0 ต้องรู้แค่ 600 คำ แต่ระดับ 3 ของ HSK 3.0 ต้องรู้ถึง 988 คำ — มากกว่าเกือบ 65%
HSK 2.0 ประเมินเป็นหลักจากคำศัพท์ แต่ HSK 3.0 ใช้มาตรฐาน 4 มิติในการวัดระดับความสามารถ ได้แก่:
HSK 3.0 เพิ่มคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตจริงและยุคดิจิทัลมากขึ้น เช่น:
ข่าวดีสำหรับคนที่ผ่านสอบ HSK 2.0 ไปแล้ว: ใบรับรอง HSK 2.0 ยังคงใช้ได้ แต่เมื่อ HSK 3.0 กลายเป็นมาตรฐานหลัก สถาบันต่างๆ อาจเริ่มกำหนดให้ใช้ใบรับรองระบบใหม่ในการสมัครเรียนหรือสมัครงาน
สิ่งสำคัญที่สุดคือ HSK 3.0 ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนคำหรือระดับ แต่เป็นการออกแบบใหม่ทั้งระบบให้วัดความสามารถใช้งานจริงได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน และแปล
อ้างอิง: มาตรฐาน 《国际中文教育中文水平等级标准》 ปี 2021 และข้อมูลล่าสุดจาก Chinese Testing International (CTI)
"ในขณะที่หลายประเทศกำลังรณรงค์ให้คนเลิกสูบบุหรี่... แต่ประเทศจีนกลับสูบบุหรี่เกือบครึ่งหนึ่งของทั้งโลก"
จีนบริโภคบุหรี่ประมาณ 2.4 ล้านล้านมวนต่อปี หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของบุหรี่ที่ถูกสูบทั่วโลก
ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สถิติ
แต่มันสะท้อนว่าสำหรับคนจีนจำนวนไม่น้อย "บุหรี่" ไม่ใช่เพียงสินค้าอุปโภค แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมทางสังคม
เด็กหลายคนเติบโตขึ้นมาโดยเห็นพ่อ ปู่ ลุง ญาติ เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่หัวหน้าสูบบุหรี่เป็นเรื่องปกติ การสูบบุหรี่จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องแปลก แต่เป็นภาพที่พบเห็นได้ทุกวัน
เมื่อสิ่งหนึ่งกลายเป็น "ความปกติ" ในสังคม เด็กและวัยรุ่นก็ย่อมเข้าถึงมันได้ง่ายขึ้น และหลายคนก็เริ่มมองว่าการสูบบุหรี่เป็นเรื่องธรรมดาของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ในวงการธุรกิจของจีน บุหรี่ไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่เป็นของสูบ แต่มันยังเป็น "ภาษาทางสังคม"
ก่อนจะไปพบลูกค้า พบหุ้นส่วน หรือเจรจาธุรกิจ หลายคนจะเตรียมบุหรี่ติดตัวไปหนึ่งซอง หรือบางครั้งมากกว่านั้น เพื่อใช้เป็นของรับรอง เปิดบทสนทนา หรือสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง
การยื่นบุหรี่ การรับบุหรี่ หรือการจุดบุหรี่ให้กัน กลายเป็นธรรมเนียมทางสังคมที่สืบทอดกันมาหลายยุคในบางแวดวง แม้ปัจจุบันจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในคนรุ่นใหม่และหลายบริษัทก็ตาม
เมื่อเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อหรือซูเปอร์มาร์เก็ตในจีน คุณจะพบว่าบุหรี่มีให้เลือกนับสิบถึงนับร้อยยี่ห้อ ตั้งแต่แบรนด์จีนราคาหลักสิบหยวน ไปจนถึงแบรนด์พรีเมียมที่ถูกใช้เป็นของขวัญ ของฝาก หรือของรับรองแขก รวมถึงบุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศ
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า "ตลาดบุหรี่" ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจและวัฒนธรรมการบริโภคของจีน
รัฐบาลจีนเองก็มีมาตรการควบคุมการสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะ และมีการรณรงค์ด้านสุขภาพมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ในอีกด้านหนึ่ง วัฒนธรรมการสูบบุหรี่ที่ฝังรากลึกมานานหลายสิบปี ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงได้ในเวลาอันสั้น
นี่จึงเป็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจ ในวันที่หลายประเทศพยายามทำให้ "บุหรี่" กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนหลีกเลี่ยง แต่ในบางบริบทของสังคมจีน บุหรี่ยังคงทำหน้าที่เป็นทั้งสื่อกลางของความสัมพันธ์ เครื่องมือสร้างเครือข่าย และสัญลักษณ์ของมารยาททางธุรกิจ
คำถามคือ…
เมื่อสิ่งที่อันตรายต่อสุขภาพ กลายเป็น "วัฒนธรรม" และ "เรื่องปกติ" เราจำเป็นต้องยอมรับวัฒนธรรมจีนนี้ในการทำธุรกิจด้วยไหม?
สอบ HSK 6 ผ่านแล้วคิดว่าจบสายจีนแล้วใช่ไหม? เปล่าเลย 😅 ตอนนี้มีด่านใหม่รออยู่ นั่นคือ HSK 7-9 (ระดับสูง) ที่หลายคนเพิ่งเคยได้ยินชื่อเป็นครั้งแรก และถ้าใครกำลังลุ้นสอบ HSK 6 อยู่ อ่านโพสต์นี้ก่อนอาจช่วยให้เห็นภาพรวมทั้งเส้นทางชัดขึ้น
ตามเอกสารทางการ ระดับนี้ออกแบบมาสำหรับผู้ที่เรียนภาษาจีนมาแล้ว 4 ปีการศึกษาขึ้นไป หรือสะสมชั่วโมงเรียนประมาณ 4,000–6,000 ชั่วโมง มีคลังคำศัพท์ 5,000–10,000 คำ และเคยใช้ภาษาจีนในบริบทวิชาการหรือวิชาชีพมาแล้วจริงๆ
พูดง่ายๆ คือเทียบเท่าระดับ C2–C2+ ตามมาตรฐาน CEFR ของยุโรป นี่ไม่ใช่ระดับสำหรับคนทั่วไปที่แค่อยากได้ใบเซอร์ แต่เจาะกลุ่มคนที่จะใช้จีนทำงานหรือเรียนต่อระดับสูงจริงๆ
ข้อสอบ HSK 7-9 มีทั้งหมด 98 ข้อ ใช้เวลาสอบรวมประมาณ 210 นาที (เกือบ 3 ชั่วโมงครึ่ง!) และวัดผลถึง 5 ทักษะพร้อมกัน ได้แก่:
ต่างจาก HSK 1–6 ที่เน้นแค่ฟัง-อ่าน-เขียนเป็นหลัก ระดับนี้มีเนื้อหาข่าว บทเจรจาธุรกิจ บทสัมภาษณ์ บทความวิชาการ ไปจนถึงการแปลบทความและการพูดแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล
นี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิด — สอบ HSK 7-9 เป็น "การสอบชุดเดียว" ไม่ได้แยกสอบทีละระดับเหมือน HSK 1–6 ระบบจะคำนวณความสามารถของผู้สอบด้วยโมเดลทางสถิติ (Item Response Theory) แล้วจัดกลุ่มออกเป็น 4 ระดับผล:
พูดง่ายๆ คือถ้าสอบแล้วคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ระดับ 7 จะไม่ได้ใบระดับ 7-9 เลย แต่จะได้ผลเป็น "ต่ำกว่าระดับ 7" แทน — ไม่ใช่สอบตกแบบไม่มีอะไรเลย แต่ก็ไม่ได้ใบเซอร์ระดับนี้เช่นกัน
มีการตั้งข้อสังเกตกันในหมู่คนเรียนภาษาจีนว่า เมื่อลองไล่ดูคลังคำศัพท์ 5,600 คำของ HSK 7-9 แล้ว คำจำนวนไม่น้อยกลับเป็นคำที่คุ้นตาอยู่แล้วจากคำศัพท์ระดับ HSK 6 เดิม
จากกระทู้ Reddit คำศัพท์ที่เพิ่มมาส่วนใหม่มักวนอยู่กับกลุ่มคำเช่น:
ทำให้บางคนตั้งคำถามว่าความยากที่เพิ่มขึ้นจริงๆ อยู่ตรงคำศัพท์ใหม่ หรืออยู่ที่รูปแบบข้อสอบและทักษะที่วัดเพิ่มขึ้น (โดยเฉพาะทักษะแปลและพูดที่เพิ่มเข้ามา) กันแน่
HSK 7-9 ไม่ใช่แค่ "HSK 6 แต่ยากกว่า" แต่เป็นการปรับกรอบทั้งระบบให้วัดความสามารถแบบมืออาชีพจริงๆ ใครที่กำลังจะข้ามด่าน HSK 6 ไปสู่ระดับสูงนี้ เตรียมใจเรื่องทักษะแปลและพูดไว้ได้เลย 🔥
🧩 อ่านเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูล
📎 reddit.com — What are HSK 7-9 used for?
📎 HSK 7-9 Official Document (PDF)
เริ่มต้นจากพื้นฐานให้แน่น ก่อนไปถึง HSK 7-9
ออกเสียงให้แม่น วรรณยุกต์ให้ถูก ด้วยคอร์ส PINYIN 101
คำถามนี้ดูเหมือนง่าย แต่คำตอบซับซ้อนกว่าที่คิดมาก จีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก แต่ตัวอักษรจีนที่นิยมใช้ตั้งชื่อจริงกลับมีอยู่จำกัด เมื่อนำมาผสมกันเป็นพยางค์เสียง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีชื่อซ้ำกัน คำถามคือ แล้วคนจีนแยกแยะกันอย่างไร ทั้งในระบบตัวอักษรจีน และในระบบทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่คนทั่วโลกใช้อ้างอิง
📌 กุญแจสำคัญ: คำว่า "เหมือนกัน" ไม่ได้แปลว่าเหมือนกันจริง
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือชื่อ Hu Jintao (胡锦涛) อดีตประธานาธิบดีจีน ซึ่งประกอบด้วย 3 พยางค์ คือ hu-jin-tao ในภาษาจีน แต่ละพยางค์สามารถออกเสียงได้ 5 วรรณยุกต์ (รวมเสียงเบา) เมื่อทับศัพท์เป็นอักษรโรมันแบบไม่ระบุวรรณยุกต์ ชื่อ "Hu Jintao" ที่เขียนเหมือนกันทุกตัวอักษร ในทางทฤษฎีจึงสามารถแทนเสียงที่ต่างกันได้ถึง 5×5×5 = 125 แบบ
ความแตกต่างเหล่านี้อาจไม่ชัดเจนสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาจีน แต่สำหรับเจ้าของภาษาแล้ว แต่ละเสียงแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
ภาษาจีนมีคำพ้องเสียงจำนวนมาก คือคำที่ออกเสียงเหมือนกันทุกประการ แต่เขียนด้วยตัวอักษรคนละตัว และมีความหมายคนละเรื่อง เมื่อแต่ละพยางค์ในชื่อสามารถแทนด้วยตัวอักษรจีนได้หลายสิบตัว ชื่อทับศัพท์เดียวอย่าง "Hu Jintao" จึงอาจสอดคล้องกับชื่อภาษาจีนที่เขียนต่างกันได้นับพันรูปแบบ โดยมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่เป็นชื่อจริงของอดีตประธานาธิบดี
💬 นี่คือเหตุผลที่ว่า…
คนจีนเมื่อรู้จักกันครั้งแรก มักถามกลับทันทีว่า ชื่อเขียนด้วยตัวอักษรใด เนื่องจากเพียงได้ยินเสียง ไม่สามารถระบุตัวตนที่แท้จริงได้ แม้เสียงจะตรงกันทุกประการ
ชื่อจีนสองชื่อที่ดูเหมือนกันทุกประการเมื่อทับศัพท์เป็นภาษาอังกฤษ อาจแท้จริงแล้ว:
ในขณะเดียวกัน บางกรณีก็เป็นชื่อที่เหมือนกันจริงทุกประการ แม้แต่คนจีนเองก็ยังพบปัญหานี้ในระบบที่รองรับเฉพาะอักษรโรมัน เช่น ระบบอีเมล ซึ่งไม่สามารถรองรับตัวอักษรจีนได้
🧐 นี่คือเหตุผลที่การเรียนภาษาจีนให้แม่นยำ ต้องให้ความสำคัญกับวรรณยุกต์ไม่น้อยไปกว่าตัวอักษร
⚡️ ที่มา: กระทู้ถาม-ตอบบน Quora หัวข้อ "How have people in China come to differentiate between individuals with identical names in various settings"
อยากพูดภาษาจีนให้ออกเสียงวรรณยุกต์ได้แม่น?
เรียนรู้พินอินและวรรณยุกต์ครบทุกเสียงกับคอร์ส PINYIN 101
เข้าสู่ระบบเพื่อดูวิดีโอการสอนของคุณ
ยังไม่มีบัญชี? สร้างบัญชี
ฟังเสียงแล้วเลือกคำตอบที่ถูกต้อง · 20 ข้อ · ผ่านเกณฑ์ 80%
กรอกรหัสผ่านใหม่ของคุณ
คอร์ส PINYIN 101 — ระบบการออกเสียงภาษาจีน
คอร์ส ตะลุยโจทย์ HSK4 พิชิต 200+
| ID | ชื่อ | คอร์ส | โค้ด | วันที่ส่ง | สลิป | สถานะ | จัดการ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| กด Refresh เพื่อโหลดข้อมูล | ||||||||
| ชื่อ | เรียนเป็นไง | เนื้อหา | ครูสอน | รีวิว | ความคิดเห็นอื่นๆ | วันที่ |
|---|---|---|---|---|---|---|
| กดโหลดข้อมูลเพื่อดูผล | ||||||
| เดือน | คอร์ส | จำนวนคน | รายได้ (บาท) |
|---|---|---|---|
| กดโหลดข้อมูลเพื่อดูรายงาน | |||
| ID | รหัสนักเรียน | ชื่อ | Role | สมัคร | คอร์ส | หมดอายุ | ลบคอร์ส | ลบสมาชิก | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| กด Refresh เพื่อโหลดข้อมูล | |||||||||
แชร์ประสบการณ์ ถามคำถาม และพูดคุยกับเพื่อนนักเรียน
กรอกรหัสที่ได้รับหลังจากซื้อ Bundle Set เพื่อโหลดเอกสาร
หากยังไม่มีรหัส ติดต่อผ่าน LINE OA